วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การตั้งถิ่นฐานของประชากรในประเทศไทยและเอเชีย

การตั้งถิ่นฐานของประชากรในประเทศไทยและเอเชียมีพัฒนาการดังนี้

1.               สังคมล่าสัตว์  กลุ่มชนเร่ร่อน  )

มีการพบหลักฐานแสดงความเป็นอยู่ของผู้คนในดินแดนประเทศไทยในช่วงแรกๆใช้ชีวิตอยู่
ตามธรรมชาติ   ดำรงชีวิตด้วยการจับสัตว์  เก็บของป่ากินเป็นอาหารโดยใช้มือ  ไม้  ก้อนหิน  ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติเป็นเครื่องมือ  ดังปรากฏหลักฐานที่หลงเหลือมาถึงปัจจุบันคือ  เครื่องมือกระเทาะหยาบๆที่เรียกว่า  ขวานกำปั้น  ผู้คนอยู้รวมกันเป็นกลุ่มหรือครอบครัวขนาดเล็กใช้ชีวิตเร่ร่อนเพื่อหาแหล่งอุดมสมบูรณืของอาหาร  อาศัยถ้ำ  ซอกเพิงผาเป็นที่อาศัยแหล่งที่พบเครื่องมือหินกระเทาะหยาบๆที่เรียกว่าขวานกำปั้นได้แก่  พม่า  ในลาว  ในไทยซึ่งได้แก่  ตบ้านเก่า  อ.เมือง 
กาญจนบุรี  อ.เมือง  จ.ราชบุรี  อ.บ้านหมี่  จ. ลพบุรี   อ. เชียงแสน  จ.เชียงราย  อ.จอมทอง 
เชียงใหม่  เครื่องหินที่พบมีอายุประมาณ  9500-7500  ปีก่อนพุทธศักราช และมีการขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ชวาเมื่อปี  ค..  1819  ในเกาะชวาภาคกลางด้วย
2.  สังคมระดับหมู่บ้าน
        มีการพัฒนาด้านชีวิตความเป็นอยู่อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นเป็นหมู่บ้านรู้จักการเพาะปลูก 
สร้างบ้านเรือน  รูจักประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ให้ประณีตมากขึ้น  และมีรูปร่างต่างๆในการทำภาชนะดินเผามีการทำลวดลายด้วยการใช้สี  เครื่องประดับด้วยหิน  กระดูกสัตว์และเปลือกหอย  พบโครงกระดูกมนุษย์แสดงร่องรอยของการประกอบพิธีกรรมเกี่ยวกับการฝังศพ  ที่ตำบลบ้านเก่า
 . เมือง  จกาญจนบุรี  ผู้คนในหมู่บ้านมีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ  นับถือผีบรรพบุรุษและร่วมแรงร่วมใจกันทำงาน ที่เรียกว่า  ลงแขก  พบร่องรอยสังคมหมู่บ้านกระจายอยู่ทั่วไปเกือบทุกภาค  เช่น  กาญจนบุรี  ราชบุรี  สุพรรณบุรี  ลพบุรี  นครสวรรค์  ชุมพร  สุราษฎร์ธานี  นครศรีธรรมราช  สงขลา  ตรัง  เป็นต้น  ผู้คนในสมัยสังคมหมู่บ้านรู้จักทำเครื่องใช้  ด้วยโลหะสำริด  เช่น  กลองมะโหระทึก  อาวุธ  และภาชนะต่างๆดังปรากฎที่เมืองดองซอน  ประเทศเวียดนาม  เรียกว่า  วัฒนธรรมดองซอน  มีการสร้างอนุสาวรีย์หินใหญ่มีการแกะสลักลวดลาย  เพื่อปกป้องคนตาย  หืออุทิศให้ผู้ตายซึ่งพบอยู่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เช่น  ที่เมืองเชียงขวาง  ที่ประเทศลาว
3.              สังคมระดับเมือง
พบหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นการรวมตัวของหมู่บ้านหลายหมู่บ้านเข้าเป็นเมืองในช่วง
พุทธศตวรรษที่  6-12  โดยมีการกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย  มีผู้คนที่เป็นชาวพื้นเมืองและอพยพมาจากทิ่อื่นเข้ามาตั้งหลักแหล่งมีการติดต่อกับดินแดนภายนอก เช่น  มอญ  เขมร  จีน  ในด้านการค้า  และการรับวัฒนธรรม เช่น  ด้านภาษา ด้านศาสนา  ด้านวรรณกรรม ด้านการปกครอง  ด้านศิลปกรรม  ด้านเศรษฐกิจ  เป็นต้น

ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์

        ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ของประชากรในประเทศไทยและ

เอเชีย  ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

1.              ปัจจัยทางภูมิประเทศ  การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์กระจายตัวอยู่ในที่ต่างๆไม่เท่ากันขึ้น
อยู่กับลักษณะทางกายภาพที่จะส่งเสริมหรือเป็นอุปสรรค  เช่น
1.1      ที่ตั้งตามละติจูด  เขตร้อนหรือเขตละติจูดต่ำมีการตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่ราบสูง
มาก  เพราะอากาศเย็นสบายกว่าพื้นราบ เช่น  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยซึ่งมีพัฒนาการความเจริญมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  เช่น  อารยธรรมบ้านเชียง  อหนองหาน  จ.อุดรธานี
1.2      ความสูงต่ำของพื้นที่  บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำพบว่ามีการตั้งถิ่นฐานหนาแน่น
เพราะมีความอุดมสมบูรณ์  เหมาะกับการเพาะปลูก  การคมนาคมสะดวก  เช่นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  ป่าสัก  ท่าจีน  บางปะกง  ในภาคกลางของไทย  ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงในกัมพูชา  และเวียดนาม  ลุ่มแม่น้ำแดง  ลุ่มแม่น้ำแยงชีเกียง  ล่มแม่น้ำพรมบุตร  ลุ่มแม่น้ำคงคา  ฯลฯ  ดินแดนเหล่านี้เป็นแหล่งอารยธรรมความเจริญมาช้านาน
1.3      ชนิดของดิน  ดินบริเวณดินดอนสามเหลียมปากแม่น้ำเป็นที่ราบดินตะกอนที่
น้ำพัดพามา และดินที่เกิดจากภูเขาไฟที่เกาะชวาในประเทศอินโดนีเซียบริเวณที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มักมีประชากรหนาแน่น
1.4      แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ  และพลังงานมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจดึงดูดให้
ผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐาน  เช่น  ถ่านหิน  ดีบุก  และน้ำมันปิโตรเลียม  หลายภูมิภาคในทวีปเอเชีย  เช่น   เอเชียตะวันตกเฉียงใต้  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เอเชียตะวันออกเป็นต้น  มีทรัพยากรเหล่านี้ซึ่งมีประโยชน์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจ
2.              ปัจจัยทางภูมิอากาศ  ภูมิอากาศและพืชพันธ์ธรรมชาติเป็นตัวกำหนดการตั้งถิ่นฐาน
ของมนุษย์  ประเทศไทยและภูมิภาคในทวีปเอเชีย  มีภูมิอากาศที่เหมาะต่อการตั้งถิ่นฐาน ดังนี้
2.1      ภูมิอากาศร้อนชื้นแถบศูนย์สูตร  หรือป่าฝนเมืองร้อน  มีฝนตกตลอดปี  และมี
อุณหภูมิสูง  ประชากรในแถบนี้  เช่น  อินโดนีเซีย  มาเลเซีย  ภาคใต้ของไทยประกอบอาชีพเก็บของป่า  ล่าสัตว์  ทำไร่เลื่อนลอย  ปลูกพืชเมืองร้อน  เช่น  อ้อย  ข้าวเจ้า  เครื่องเทศ  ยางพารา  เป็นต้น
2.2      ภูมิอากาศแบบมรสุม  ลักษณะอากาศฤดูร้อนจะร้อน  ฝนตกชุกในฤดูที่มรสุม
พัดผ่าน  ประชากรประกอบอาชีพเพาะปลูก  ทำป่าไม้  เช่น  ไทย  พม่า  กัมพูชา  เวียดนาม  ฟิลิปปินส์  เป็นต้น
2.3      ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าเมืองร้อน  หรือสะวันนา  มีอุณหภูมิสูงตลอดปี  ฝนตก
ระยะสั้นประชากรประกอบอาชีพทำไร่เลื่อนลอย  ปลูกพืชเศรษฐกิจ  เช่น  ฝ้าย  อ้อย  สับปะรด  ภูมิอากาศแบบนี้พบบริเวณตอนกลางของอินเดียพม่า  และคาบสมุทรอินโดจีน   เป็นต้น
                2.4  ภูมิอากาศแบบมรสุมเขตอบอุ่น  มีฝนตกในฤดูร้อน  ฤดูหนาวค่อนข้างหนาว  ได้แก่บริเวณ  ภาคตะวันออกของจีน  ภาคใต้ของญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  ฮ่องกง  ตอนเหนือของอินเดีย  ลาว  และตอนเหนือของเวียดนามปลูกพืชเศรษฐกิจที่เป็นพืชเมืองหนาว
3.              ปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม  เป็นตัวกำหนดแบบแผนในการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ 
เช่น  ความเชื่อถือ  ศาสนา  การประกอบพิธีกรรม ซึ่งทวีปเอเชียเป็นทวีปที่เป็นต้นกำเนิดศาสนาที่สำคัญ  เช่น  ศาสนาพุทธ  ศาสนคริสต์  ศาสนายูดาย  เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประชากรโลก (World population)


  ปัจจุบันประชากรโลก ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ โดยการเปลี่ยนแปลงของประชากรโลก เกิดจากอัตราการเกิดและการตาย ซึ่งส่งผลกระทบเช่นเดียวกัน ในทุกประเทศทั่วโลก ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UNFPA)ได้เล็งเห็นความสำคัญของประชากรหรือมนุษย์ ซึ่งเป็นตัวแปรหลัก ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะต่างๆ โดยทั่วโลกได้มีการเฉลิมฉลอง จำนวนประชากรโลกที่มีจำนวนครบ 5,000 ล้าน เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2530 องค์การสหประชาชาติ จึงได้ประกาศให้วันที่ 11 กรกฏาคมของทุกปี เป็นวันประชากรโลก และในเดือนพฤศจิกายน 2551 ได้มีการประมาณว่าจะมีจำนวนประชากรถึง 6,600 ล้านคน (6,700 ล้านคนในเดือน เมษายน 2552)
          ประชากรโลกนั้นมีแนวโน้มว่าจะมีวัยเด็กลดน้อยลง โดยจำนวนของประชากรสูงอายุมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น แสดงว่าโครงสร้างของประชากรได้เปลี่ยนแปลงเข้าไปสู่สังคมผู้สูงอายุ (Anging Society) ซึ่งขณะนี้ยุโรปกลายเป็นภูมิภาค ที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะอิตาลี กรีซ เยอรมัน สวิสเซอร์แลนด์ หลายต่อหลายประเทศ จึงพยายามศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศของตนให้มีคุณภาพกลายเป็น “สังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ” ต่อไปในอนาคต
          ชาวเอเชียมีจำนวนสูงถึง 60% ของจำนวนประชากรโลก ซึ่งประเทศจีน เป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก และตามมาด้วยประเทศอินเดีย ส่วนประเทศไทยนั้นอยู่ในอันดับที่ 19 โดยมีประชากรจำนวน 60 ล้านคน (2539) ซึ่งคาดการณ์เอาไว้ว่าในปี พ.ศ.2562 ประชาชนชาวไทยจะมีจำนวน 70 ล้านคน
          ในประเทศไทย ก็มีแนวโน้มเข้าสังคมผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งอัตราการเพิ่มของจำนวนประชากรไทยลดลง สืบเนื่องมากจากการวางแผนครอบครัว ซึ่งพบว่าปัจจุบันประชากรไทย มีอัตราเจริญพันธุ์โดยรวม ลดลงต่ำกว่าระดับทดแทนถึงประมาณ 1.8 คน หรือผู้หญิงหนึ่งคนจะมีลูกไม่เกิน 2 คน อีกทั้งประชาชนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2527 คิดเป็นร้อยละ 5.7 และในปี 2546 คิดเป็นร้อยละ 9.6 คาดว่าน่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 14.7 ในปี 2562 แสดงว่าในอนาคตประเทศไทย น่าจะมีประชากรสูงอายุมากกว่าประชากรวัยเด็ก เพราะฉะนั้นประชากรไทย และประชากรทั่วโลก จะต้องมีแผนการพัฒนาสังคม และเศรษฐกิจเพื่อรองรับระบบสังคมในอนาคตต่อไป




การเจริญเติบโตในแต่ละทวีป









10 ประเทศที่มีจำนวนประชากรมากที่สุดในโลก

1. Chaina1,369 millions19.84% of world
2. India1,201 millions16.96% of world
3. United States304 millions4.56% of world
4. Indonesia232 millions3.47% of world
5. Brazil187 millions2.80% of world
6. Pakistan163 millions2.44% of world
7. Bangladesh159 millions2.38% of world
8. Nigeria148 millions2.22% of world
9. Russia142 millions2.13% of world
10. Japan128 millions1.92% of world

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงจำนวนประชากรโลก


ปัจจัยหลักที่ทำให้จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นนั้น มีสาเหตุมาจาก
  1. การค้นคว้าทางการแพทย์
    • ที่มีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น การผลิตวัคซีนป้องกันและรักษาโรค รวมถึงมีองค์การที่เกี่ยวกับการระบาดของโรคและวัฏจักรของการแพร่เชื้อโรค
  2. ความรู้เรื่องสุขอนามัยของประชากร
    • ประชากรโลกแทบทุกประเทศมีความรู้เรื่องสุขอนามัยมากขึ้นรวมทั้งมีการจัดการระบบ การวางแผนครอบครัวที่มีประสิทธิภาพ
  3. ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี
    • ที่ประชาชนสามารถรับรู้ข่าวสารทางการแพทย์ และสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง เช่น ผู้ป่วยสามารถปรึกษาอาการกับแพทย์ ได้ทางโทรศัพท์หรือสื่อต่างๆ หรือการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ ผ่านระบบโทรคมนาคมต่างๆ เป็นต้น
  4. ระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป
    • ผู้หญิงเริ่มมีบทบาททางสังคมมากขึ้น ทำให้ผู้หญิงทีมีทัศนคติต่อการแต่งงานเป็นด้านลบ ส่งผลให้จำนวนประชากรวัยเด็กลดน้อยลง

ปัญหาของการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก


ปัญหาของการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก
  1. ปัญหาการขาดแคลนอาหารและทัพยากร
    • เมื่อประชากรเพิ่มขึ้นอย่างมากอาหารและทรัพยากรต่างๆ ย่อมไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก่อให้เกิดการขาดแคลนในบางประเทศที่กำลัีงพัฒนา
    • การพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อาจทำให้อาหารมีสารพิษปนเปื้อน หรือ ทำลายสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรที่สำคัญ
  2. ปัญหาการเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
    • เมื่อมีการขาดแคลนทรัพยากรเกิดขึ้นทำให้ต้องมีการบุกรุกป่าไม้ เพื่อที่จะหาทรัพยากร ทำให้เกิดการขาดพื้นที่ป่าไม้ และเป็นการทำลายระบบนิเวศน์
    • ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างมาก มีการปล่อยของเสียสู่ที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดมลพิษ ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชากรโลก และ ทำให้สภาพอากาศโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น
  3. ปัญหาด้านคุณภาพชีวิตและสังคม
    • เมื่อทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด แต่ประชากรกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยกรและการแข่งขันทางสังคมสูงขึ้น
    • ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสังคม เช่น การขาดการศึกษา สุขภาพอนามัยไม่ดี ขาดแคลนที่อยู่ และ ปัญหาการว่างงาน
  4. ปัญหาการขัดแย้งระหว่างประเทศ
    • ประเทศที่มีการพัฒนาแล้ว บางประเทศมีนโยบายระบายประชากรออก เเพื่อแสวงหาอาณานิคมและทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งอาจทำหใ้เกิดการขัดแย้งขึ้นประหว่างประเทศ
    • ก่อให้เกิดปัญหา รุกกล้ำข้ามพรมเดิน หรือ ผู้อพยบเข้ามาอย่างผิดกฏหมาย


วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การตั้งถิ่นฐาน

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์
      การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์  คือ การบุกเบิก และการเข้าอยู่อาศัย ครอบครองพื้นที่ส่วนหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่อาศัยมาก่อน

การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์เป็นพลวัต  ไม่อยู่กับที่ ส่วนใหญ่จะขยายออกไปเรื่อยๆ จากศูนย์กลางของความเจริญ  
      
          นักภูมิศาสตร์สมัยแรกๆ  ให้คำจำกัดความของการตั้งถิ่นฐาน  ว่า  เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสิ่งแวดล้อม  
           แต่กาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป   ทำให้เกิดการคิดค้นหาคำจำกัดความขึ้นมาใหม่ๆ  ดังนั้นจึงบอกได้ว่าการตั้งถิ่นฐานนั้น  จะสัมพันธ์กับเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

อสังหาริมทรัพย์คืออะไร ?


อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ที่ดิน ทรัพย์อันติดกับที่ดิน หรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน รวมทั้งสิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินด้วย จากนิยามดังกล่าว อาจแบ่งอสังหาริมทรัพย์ออกได้ดังนี้
1. ที่ดิน หมายถึง พื้นดินทั่วไป รวมทั้งภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะและที่ชายทะเลด้วย
2. ทรัพย์อันติดกับที่ดิน ได้แก่ ไม้ยืนต้น อาคาร โรงเรือน หรือ สิ่งก่อสร้างบนที่ดิน เช่น บ้าน, ทาวน์เฮาส์, คอนโดมีเนียม
3. ทรัพย์ซึ่งประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน ได้แก่ แม่น้ำ ลำคลอง แร่ธาตุ กรวด ทราย ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรือซึ่งมนุษย์นำมารวมไว้กับที่ดินจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นดินตาม ธรรมชาติ



4. สิทธิทั้งหลายอันเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่มีโฉนด สิทธิครอบครองในที่ดินที่ไม่มีโฉนด ภาระจำยอม สิทธิอาศัย สิทธิเหนือพื้นดิน



อสังหาริมทรัพย์ในทางกฎหมาย ได้แก่ที่ดิน และทรัพย์สินอื่นที่ติดอยู่กับที่ดินมีลักษณะเป็นการถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้น เช่น อาคาร บ้านเรือน
ถ้าจะมีการกระทำการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร บ้านเรือน ในทางกฎหมายกำหนดให้ต้องทำสัญญาหนังสือ ให้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่นโฉนด หรือทะเบียนที่ดินเป็นเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้นๆ ทั้งนี้ก็เพราะว่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นทรัพย์สินทีมีมูลค่าสูงจึงต้องมีกฎหมายควบคุมเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา